วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

น้ำท่วมใต้...หาดใหญ่จม


ในปลายปี 2553 ประเทศไทยได้ประสบกับภาวะอุทกภัยเกือบทั่วทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคกลาง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประชาชนต่างพากันเดือดร้อนหลายครัวเรือนสูญเสียทรัพย์สินและบุคคลในครอบครัว รวมไปถึงพื้นที่การเกษตรซึ่งนับเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านซึ่งภาครัฐและภาคเอกชนต่างพากันร่วมมือช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งรับบริจาคสิ่งของและเงินช่วยเหลือตามจุดต่างๆ บริจาคผ่านทางบัญชีธนาคารต่างๆ ประชาชนในหลายๆ จังหวัดได้รับความช่วยเหลือ แต่ก็ยังมีประชาชนที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือเพราะอยู่ในพื้นที่ซึ่งยากแก่การเข้าถึง หลังจากที่ปริมาณน้ำจากจังหวัดต่างๆ ได้เริ่มลดลงแต่สถานการณ์ในภาคต่างๆยังเข้าสู่ภาวะปกติ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในภาคใต้ก็ได้ประสบกับวาตภัยและอุทกภัยครั้งใหญ่ด้วยเช่นกัน
ในต้นเดือนพฤศจิกายนได้มีประกาศเตือนภัยเรื่องลมพายุจะเข้าภาคใต้ หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เกิดพายุใหญ่ซัดเข้าสู่ภาคใต้บริเวณจังหวัดสงขลา ตรัง กระบี่ แต่ที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดเห็นจะเป็นที่จังหวัดสงขาล ในหลายอำเภอ ได้รับความเสียหายอย่างมาก ต้นไม่ใหญ่ล้ม เสาไฟฟ้าล้ม ถนนถูกตัดขาดตลาดกิมหยงน้ำท่วมสูงเกือบ 2 เมตร และในอำเภอรอบนอกมีผู้ที่ประกอบอาชีพสวนยางพาราได้ความเสียหาย คือ สวนยางพาราล้ม ยากแก่การเยียวยา ความเสียหายนับเป็นหลายร้อยล้านเช่นกัน และนอกจากนี้ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตด้วย แต่เป็นที่สังเกตว่าภาคใต้สามารถระบายน้ำได้รวดเร็วกว่าทางภาคอื่นๆ ที่ประสบภัยเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะว่าการวางผังเมือง หรือท่อระบายน้ำของเมืองในภาคใต้มีการจัดการที่เป็นระบบจึงทำให้ระบายน้ำลงสู่ทะเลได้ดีกว่าทางภาคอื่นๆ อย่างไรก็ตามทางภาครัฐและเอกชน ต่างพากันเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วมทั้งในภาคใต้และภาคอื่นๆ ด้วย ถึงแม้จะไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ประชาชนได้สูญเสียไป แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรตอบแทนเลย ซึ่งสิ่งที่ตามมาหลังจากนี้ก็เห็นจะเป็นการเยียวยาจิตใจของผู้สูญเสีย ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายปี
จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในหลายภาคของประเทศไทย เราได้เห็นถึงน้ำไทยของคนไทยซึ่งไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคน กลุ่มองกรณ์ไหนๆ ก็ช่วยเหลือกัน ไม่แยกสี ไม่แยกศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยมีอยู่เวลา และสำหรับประชาชนที่ได้รับความเสียหายด้านต่างๆ ก็ได้รับค่าชดเชย เช่น ทางภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับชดเชย ครอบครัวละ 5,000 ก่อน เป็นต้น ส่วนทางภาคใต้ ผู้ปลูกยางพาราก็ได้รับชดเชยไร่ละประมาณ 17,000 บาท ซึ่งอาจพอบรรเทาในเบื้องต้นได้ ปัญหาที่ตามมาหลังน้ำลดก็เห็นจะเป็นการวางแผนรับมือกับภัยพิบัติเช่นนี้ เช่น วางแผนการรับมือน้ำท่วม มีการเตือนภัย เป็นต้น และเราในฐานะคนไทยด้วยกันก็ต้องช่วยกันดูแลและเป็นไม้เป็นมือให้กับทางภาครัฐ ให้ความร่วมมือมนด้านต่างๆ และคอยให้ช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยทางธรรมชาติเท่าที่เราจะทำได้
ที่มารูปภาพ : http://hilight.kapook.com/view/31532