วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

ภาวะโลกร้อนน.น.....

ปรากฏการณ์โลกร้อน (Global warming)
หมายถึง การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศใกล้พื้นผิวโลกและน้ำในมหาสมุทรตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของ
คริสต์ศตวรรษที่ 20 และมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา นับถึง พ.ศ. 2548 อากาศใกล้ผิวดินทั่วโลก โดยเฉลี่ย
มีค่าสูงขึ้น 0.74 ± 0.18 องศาเซลเซียส ซึ่งคณะ กรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ของสหประชาชาติได้สรุปไว้ว่า “จากการสังเกตการณ์การเพิ่มอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลาง คริสต์ศตวรรษที่ 20 (ประมาณตั้งแต่ พ.ศ. 2490) ค่อนข้างแน่ชัดว่าเกิดจากการเพิ่มความเข้มของแก๊สเรือนกระจกที่เกิดขึ้นโดยกิจกรรมของมนุษย์ ที่เป็นผลในรูปของปรากฏการณ์เรือนกระจก” ปรากฏการณ์ธรรมชาติบางอย่าง เช่น ความผันแปรของการแผ่รังสีจากดวงอาทิตย์และการระเบิดของ
ภูเขาไฟ การที่อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และคาดว่าทำให้เกิดภาวะลมฟ้าอากาศสุดโต่ง (extreme weather) ที่รุนแรงมากขึ้น ปริมาณและรูปแบบการเกิดหยาดน้ำฟ้าจะเปลี่ยนแปลงไป ผลกระทบอื่นๆ ของปรากฏการณ์โลกร้อนได้แก่การเปลี่ยนแปลงของผลิตผลทางเกษตร การเคลื่อนถอยของธารน้ำแข็ง การสูญพันธุ์พืช-สัตว์ต่างๆ รวมทั้งการกลายพันธุ์และแพร่ขยายโรคต่างๆ เพิ่มมากขึ้นแต่ยังคงมีความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง ได้แก่ปริมาณของความร้อนที่คาดว่าจะเพิ่มในอนาคต ผลของความร้อนที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบอื่นๆ ที่จะเกิดกับแต่ละภูมิภาคบนโลกว่าจะแตกต่างกันอย่างไร รัฐบาลของประเทศต่างๆ แทบทุกประเทศได้ลงนามและให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต ซึ่งมุ่งประเด็นไปที่การลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก แต่ยังคงมีการโต้เถียงกันทางการเมืองและการโต้วาทีสาธารณะไปทั่วทั้งโลกเกี่ยวกับมาตรการว่าควรเป็นอย่างไร จึงจะลดหรือย้อนกลับความร้อนที่เพิ่มขึ้นของโลกในอนาคต หรือจะปรับตัวกันอย่างไรต่อผลกระทบของปรากฏการณ์โลกร้อนที่คาดว่าจะต้องเกิดขึ้น

สาเหตุของสภาวะโลกร้อน

สภาพภูมิอากาศของโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปตามแรงกระทำจากภายนอก ซึ่งรวมถึงการผันแปรของวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ (แรงกระทำจากวงโคจร) การระเบิดของภูเขาไฟ และการสะสมของแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศ รายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุของความร้อนที่เพิ่มขึ้นของโลกยังคงเป็นประเด็น การวิจัยที่มีความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ อย่างไรก็ดี มีความเห็น ร่วมทางวิทยาศาสตร์ (scientific consensus) บ่งชี้ว่า ระดับการเพิ่มของแก๊สเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นส่วนที่มี อิทธิพลสำคัญที่สุดนับแต่เริ่มต้นยุคอุตสาหกรรมเป็นต้นมา สาเหตุข้อนี้มีความชัดเจนมากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากมีข้อมูลมากพอสำหรับการพิเคราะห์ นอกจากนี้ยังมีสมมุติฐานอื่นในมุมมองที่ไม่ตรงกันกับความเห็นร่วมทางวิทยา ศาสตร์ข้างต้น ซึ่งนำไปใช้เพื่ออธิบายเหตุการณ์ที่อุณหภูมิมีค่าสูงขึ้น สมมุติฐานหนึ่งในนั้นเสนอว่า ความร้อนที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นผลจากการผันแปรภายในของดวงอาทิตย์ ผลกระทบจากแรงดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นในฉับพลันทันใด เนื่องจาก “แรงเฉื่อยของ ความร้อน” (thermal inertia) ของมหาสมุทรและการตอบสนองอันเชื่องช้าต่อผลกระทบทางอ้อมทำให้สภาวะภูมิอากาศ ของโลก ณ ปัจจุบันยังไม่อยู่ในสภาวะสมดุลจากแรงที่กระทำ การศึกษาเพื่อหา “ข้อผูกมัดของ ภูมิอากาศ” (Climate commitment) บ่งชี้ว่า แม้แก๊สเรือนกระจกจะอยู่ในสภาวะเสถียรในปี พ.ศ. 2543 ก็ยังคงมีความร้อนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.5 องศาเซลเซียสอยู่ดี พลังงานจากดวงอาทิตย์เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีทั้งรังสีคลื่นสั้นและคลื่นยาว บรรยากาศของโลกทำหน้าที่ปกป้องรังสีคลื่นสั้นไม่ให้ลงมาทำอันตรายต่อสิ่งมี ชีวิตบนพื้นโลกได้ โมเลกุลของก๊าซไนโตรเจนและออกซิเจนในบรรยากาศชั้นบนสุดจะดูดกลืนรังสีแกมมา และรังสีเอ็กซ์จนทำให้อะตอมของก๊าซในบรรยากาศชั้นบนมีอุณหภูมิสูง และแตกตัวเป็นประจุ (บางครั้งเราเรียกชั้นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยประจุนี้ว่า "ไอโอโนสเฟียร์" มีประโยชน์ในการสะท้อนคลื่นวิทยุสำหรับการสื่อสาร) รังสีอุลตราไวโอเล็ตสามารถส่องผ่านบรรยากาศชั้นบนลงมา แต่ถูกดูดกลืนโดยก๊าซโอโซนในชั้นสตราโตสเฟียร์ที่ระยะสูงประมาณ 19 - 48 กิโลเมตร แสงแดดหรือแสงที่ตามองเห็นสามารถส่องลงมาถึงพื้นโลก รังสีอินฟราเรดถูกดูดกลืนโดยก๊าซเรือนกระจก เช่น ไอน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นโทรโพสเฟียร์ ส่วนคลื่นไมโครเวฟและคลื่นวิทยุในบางความถี่สามารถส่องทะลุชั้นบรรยากาศได้

ภาวะเรือนกระจก (Greenhouse effect)

ภาวะเรือนกระจกคือ ภาวะที่ชั้นบรรยากาศของโลกกระทำตัวเสมือนกระจกที่ยอมให้รังสีคลื่นสั้นผ่าน ลงมายังผิวโลกได้ แต่จะดูดกลืนรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรดที่แผ่ออกจาก พื้นผิวโลกเอาไว้จากนั้นก็จะคายพลังงานความร้อนให้กระจายอยู่ภายในชั้น บรรยากาศและพื้นผิวโลกจึงเปรียบเสมือนกระจกที่ปกคลุมผิวโลกให้มีภาวะ สมดุลทางอุณหภูมิ และเหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิตบนผิวโลก แต่ในปัจจุบันมีก๊าซบางชนิดสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศมากเกินสมดุล ซึ่งก๊าซเหล่านี้ สามารถดูดกลืนรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรด และคายพลังงาน ความร้อนได้ดี พื้นผิวโลกและชั้นบรรยากาศจึงมีอุณหภูมิสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ของโลก และสิ่งมีชีวิตพื้นผิวโลกอย่างมากมาย ในภาวะปกติ ชั้นบรรยากาศของโลกจะประกอบด้วย โอโซนไอน้ำและก๊าซชนิดต่างๆซึ่งทำหน้าที่กรองรังสีคลื่นสั้นบางชนิดให้ผ่าน มาตกกระทบพื้นผิวโลก รังสีคลื่นสั้นที่ตกกระทบพื้นผิวโลกนี้จะสะท้อนกลับออกนอกชั้นบรรยากาศไป ส่วนหนึ่ง ที่เหลือพื้นผิวโลกที่ประกอบด้วยพื้นน้ำพื้นดิน และสิ่งมี ชีวิตจะดูดกลืนไว้ หลังจากนั้นก็จะคายพลังงานออกมาในรูปรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรดแผ่กระจาย ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและแผ่กระจายออกนอกชั้นบรรยากาศไปส่วนหนึ่งอีกส่วน หนึ่งนั้นชั้นบรรยากาศก็จะดูดกลืนไว้ และคายพลังงานความร้อนออกมา ผลที่เกิดขึ้นคือทำให้โลกสามารถ รักษาสภาพสมดุลทางอุณหภูมิไว้ได้จึงมี วัฏจักรน้ำ อากาศ และฤดูกาลต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างสมดุลเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตพืชและสัตว์ โลกจึงเปรียบเสมือนเรือนปลูกพืชขนาดใหญ่ที่มีไอน้ำและก๊าซต่าง ๆ ในชั้นบรรยากาศเป็นเสมือนกรอบกระจกที่คอยควบคุมอุณหภูมิ และวัฏจักรต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างสมดุล แต่ในปัจจุบันชั้นบรรยากาศของโลกมีปริมาณก็าซบางชนิดมากเกิน สมดุลของธรรมชาติอันเป็นผลมาจากฝีมือมนุษย์ เช่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH4) ก๊าซคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFC8) และก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) เป็นต้น
ก๊าซเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถดูดกลืนและคายรังสีคลื่นยาวช่วง อินฟราเรดได้ดีมาก ดังนั้นเมื่อพื้นผิวโลกคายรังสีอินฟราเรดขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศก็าซเหล่านี้จะดูดกลืนรังสีอินฟราเรดเอาไว้ ต่อจากนั้นมันก็จะคายความร้อนสะสมอยู่บริเวณพื้นผิวโลก และชั้นบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น พื้นผิวโลกจึงมีอุณหภูมิสูงขึ้นเราเรียกก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะแบบนี้ว่า "ก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gases)"
ก็าซเรือนกระจกนอกจากจะส่งผลกระทบต่อการเพิ่มอุณหภูมิของพื้นผิวโลกโดยตรง แล้ว มันยังส่งผลกระทบโดยทางอ้อมด้วย กล่าวคือมัน จะไปทำปฏิกิริยาเคมี กับก๊าซอื่น ๆ และเกิดเป็นก๊าซเรือนกระจกชนิดใหม่ขึ้นมา หรือก็าซเรือนกระจกบางชนิดอาจรวมตัวกับโอโซน ทำให้โอโซนในชั้นบรรยากาศ ลดน้อยลงส่งผลให้ รังสีคลื่นสั้นที่ส่องผ่านชั้นโอโซนลงมายังพื้นผิวโลกได้มากขึ้นรวมทั้ง ปล่อยให้รังสีที่ทำอันตรายต่อมนุษย์และ สิ่งมีชีวิตส่องผ่านลงมาทำอันตรายกับสิ่งมีชีวิตบนโลกได้ด้วยก๊าซเรือนกระจก

ผลกระทบของสภาวะโลกร้อน

แม้การเชื่อมโยงสภาวะภูมิอากาศแบบจำเพาะบางอย่างเข้ากับปรากฏการณ์โลก ร้อนจะทำได้ยาก แต่อุณหภูมิโดยรวมของโลกที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นเหตุให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งรวมถึงการถดถอยของธาร น้ำแข็ง(glacial retreat) การลดขนาดของ อาร์กติก (Arctic shrinkage) และระดับน้ำทะเลของโลกสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของหยาดน้ำฟ้าทั้งปริมาณและรูปแบบอาจทำให้เกิดน้ำท่วมและความแห้งแล้ง นอกจากนี้ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งความถี่และความรุนแรงของลมฟ้าอากาศสุดโต่ง (extreme weather) ที่เกิดบ่อยครั้งขึ้น ผลแบบอื่นๆ ก็ยังมีอีกเช่นการเปลี่ยนแปลงปริมาณผลิตผลทางเกษตร การเปลี่ยนแปลงของร่องน้ำ การลดปริมาณน้ำลำธารในฤดูร้อน การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบางชนิดและการเพิ่ม ของพาหะนำโรคผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัย "โลกร้อน" ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน อาทิ อากาศร้อนขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรือระดับน้ำทะเลโลกสูงขึ้นเท่านั้น แต่ปัจจุบันยังเป็นต้นเหตุของปรากฎการณ์แปลกๆ มากมาย ซึ่งเกี่ยวพันกับการหายสาบสูญของทะเลสาบ โรคภูมิแพ้โดยไม่ทราบสาเหตุ วิถีโคจรของดาวเทียมในอวกาศ

ทะเลสาบหายสาบสูญ
เรื่องประหลาดๆ ที่เกิดขึ้นในเขตอาร์กติก หรือ ขั้วโลกเหนือยังไม่หมดแค่นั้นมีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา "ทะเลสาบ" ประมาณ 125 แห่งได้หายสาบสูญไปจากเขตอาร์กติก เป็นสัญญาณหนึ่งที่ช่วยให้เห็นว่า ภัยโลกร้อนส่งผลกระทบเร็วมากต่อสภาพแวดล้อมแถบขั้วโลกสาเหตุที่ทะเลสาบหายไปก็เพราะ "เพอร์มาฟรอส" ที่เป็นน้ำแข็งแข็งตัวอยู่ใต้พื้นทะเลสาบนั้นละลายหมดสิ้นไป ดังนั้น น้ำในทะเลสาบจึงซึมเข้าสู่พื้นดินข้างใต้ได้ เหมือนกับเวลาเราดึงจุกปิดน้ำออกจากอ่างอาบน้ำแล้วน้ำจึงไหลหมดไปจากอ่าง นั่นเองนอกจากนี้ การที่ทะเลสาบขั้วโลกหายวับไป ยังส่งผลลูกโซ่ปั่นป่วนไปถึงระบบนิเวศในพื้นที่ที่พึ่งพิงน้ำจากทะเลสาบอีก ด้วย


ดาวเทียมโคจรเร็วกว่าเดิม
การปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าถ่านหิน ยวดยานพาหนะ ฯลฯ คือ ตัวการสำคัญของวิกฤตโลกร้อนล่าสุดพบว่า เจ้าก๊าซตัวเดียวกันนี้เองที่ขึ้นไปสะสมมากขึ้นในชั้นบรรยากาศโลก ได้กลายเป็นต้นเหตุทำให้ "ดาวเทียม" ที่อยู่ในวงโคจรโลกเคลื่อนที่เร็วกว่าเดิมตามปกติ อากาศในบรรยากาศชั้นนอกสุดของโลกจะเบาบาง แต่โมเลกุลของอากาศจะยังคงมีแรงดึงดูดมากพอในการทำให้ดาวเทียมโคจรช้าๆ ดังนั้น เราอาจเคยได้ยินข่าวกันมาบ้างว่า ผู้ควบคุมต้องจัดระเบิดดาวเทียมเป็นระยะๆ เพื่อให้ดาวเทียมโคจรต่อไปอย่างถูกต้องอย่างไรก็ตาม เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ลอยไปสะสมในบรรยากาศชั้นล่างมากไป จะทำแรงดึงดูดของบรรยากาศชั้นนอกสุดลดกำลังลง ดาวเทียมจึงโคจรเร็วกว่าปกติ

พายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา (Hurricane Katrina) คือพายุเฮอร์ริเคนที่รุนแรง และสร้างความเสียหายที่สุด ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ อเมริกา ถูกจัดความรุนแรงตาม มาตราเฮอร์ริเคนในประเภทที่ 5 (ตามมาตราของ Saffir-Simpson Hurricane Scale) ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุด และมีพายุเฮอร์ริเคนที่อยู่ในประเภทนี้มาก่อนเพียง 3 ลูกเท่านั้น ได้แก่เฮอร์ริเคนเลเบอร์เดย์ (Hurricane Labor Day, 1935) ในปี พ.ศ. 2478, เฮอร์ริเคนคามิลล์ (Hurricane Camille, 1969) ในปี พ.ศ. 2512 และเฮอร์ริเคนแอนดรูว์ (Hurricane Andrew) ในปี พ.ศ. 2535 ก่อนที่จะถูกลดระดับความรุนแรงให้อยู่ในประเภทที่ 4 เฮอร์ริเคนดังกล่าวสร้างความเสียหายมหาศาลให้แก่ชายฝั่งด้านตะวันออกของ สหรัฐอเมริกา ทางตอนใต้ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน เมืองนิวออร์ลีนส์ในมลรัฐลุยเซียนา

พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol)

เป็นข้อผูกพันทางกฎหมายที่ดำเนินการเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายใน การรับมือกับสภาวะโลกร้อน (Global Warming) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change-UNFCCC) กล่าวคือเป็นกลไกในการทำให้อนุสัญญาดังกล่าวมีผลในทางปฏิบัตินั่นเอง พิธีสารเกียวโตตั้งชื่อขึ้นตามสถานที่ในการเจรจาที่เมือง เกียวโต เมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2540 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 การมีผลบังคับใช้เกิดขึ้น 90 วัน หลังจากการให้สัตยาบันของรัสเซีย ซึ่งปล่อยก๊าซ 17% ของโลก ทำให้ครบเงื่อนไขที่ว่า พิธีสารมีผลบังคับใช้ต่อเมื่อมีประเทศร่วมให้สัตยาบันไม่น้อยกว่า 55 ประเทศ โดยจะต้องมีประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมารวมแล้วอย่างน้อย 55% ของปริมาณที่มีอยู่ในปัจจุบัน ปัจจุบันมีประเทศที่ให้สัตยาบันแล้ว 169 ประเทศ (ณ เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2549)

หลักการที่สำคัญของพิธีสารเกียวโต

1.พิธีสารเกียวโตได้กำหนดข้อผูกพันทางกฎหมาย (Legal binding) ไว้ในกรณีดำเนินการตามพันธกรณี โดยมาตรา 3 ได้กำหนดพันธกรณีในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศภาคีในภาค ผนวกที่ 1 โดยรวมแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 จากระดับการปล่อยโดยรวมของกลุ่มในปี พ.ศ. 2533 ภายในช่วงพ.ศ. 2551-2555 โดยที่ปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น ร้อยละ 8 ของปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี พ.ศ. 2533 สำหรับกลุ่มประเทศประชาคมยุโรป ร้อยละ 10 สำหรับประเทศไอซ์แลนด์ ร้อยละ 6 สำหรับประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น
2.มาตรา 3 กำหนดชนิดของก๊าซเรือนกระจกที่ควบคุมภายใต้พิธีสารเกียวโต 6 ชนิด คือ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) ไนตรัสออกไซด์ (N2O) ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) เปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PCFs) และซัลเฟอร์เฮกซาฟลูโอไรด์ (SF6) โดยกำหนดการลดก๊าซเหล่านี้ให้คิดเทียบเป็นปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 equivalent)
3.กำหนดพันธกรณีเพิ่มเติมให้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว และไม่มีการเพิ่มพันธกรณีใดๆให้กับประเทศกำลังพัฒนา
4.มาตรา 18 ของพิธีสารได้กำหนดให้มีขั้นตอนและกลไกในการตัดสิน และดำเนินการลงโทษในกรณีที่ประเทศภาคีไม่ดำเนินการตามพันธกรณีที่กำหนดไว้

พันธกรณีของประเทศไทยภายใต้พิธีสารเกียวโต


ประเทศไทยได้ลงนามรับรองพิธีสารเกียวโต เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 และได้ให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2545 ในฐานะภาคีสมาชิกในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา จึงไม่มีพันธกรณีใดๆ ภายใต้พิธีสารเกียวโต ยกเว้นมาตรา 10 ซึ่งกำหนดให้ทุกภาคีร่วมรับผิดชอบดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามขีดความสามารถและสถานการณ์ของแต่ละประเทศด้วยความสมัครใจ และมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด แต่ไม่มีพันธกรณีที่จะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในช่วงพันธกรณีแรก พ.ศ. 2551-2555 (ค.ศ.2008-2012) เหมือนกับประเทศในภาคผนวกที่ 1


5 วิธีลดโลกร้อนแบบง่ายๆ เราช่วยกันได้ครับ!

1.ลด การใช้พลังงานในบ้านด้วยการปิดทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อไม่ได้ใช้งาน จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้นับ 1 พันปอนด์ต่อปี
2.ลดการสูญเสียพลังงานในโหมดสแตนด์บาย เครื่องเสียงระบบไฮไฟ โทรทัศน์ เครื่องบันทึกวิดีโอ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและอุปกรณ์พ่วงต่างๆ ที่ติดมาด้วยการดึงปลั๊กออก หรือใช้ปลั๊กเสียบพ่วงที่ตัดไฟด้วยตัวเอง
3.เปลี่ยนหลอดไฟ เป็นหลอดไฟประหยัดพลังงานแบบขดที่เรียกว่า Compact Fluorescent Lightbulb (CFL) เพราะจะกินไฟเพียง 1 ใน 4 ของหลอดไฟเดิม และมีอายุการใช้งานได้นานกว่าหลายปีมาก
4.เปลี่ยนไปใช้ไฟแบบหลอด LED จะได้ไฟที่สว่างกว่าและประหยัดกว่าหลอดปกติ 40% สามารถหาซื้อหลอดไฟ LED ที่ใช้สำหรับโคมไฟตั้งโต๊ะและตั้งพื้นได้ด้วย จะเหมาะกับการใช้งานที่ต้องการให้มีแสงสว่างส่องทาง เช่น ริมถนนหน้าบ้าน การเปลี่ยนหลอดไฟจากหลอดไส้จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 150 ปอนด์ต่อปี
5.ช่วย กันออกความเห็นหรือรณรงค์ให้รัฐบาลพิจารณาข้อดีข้อเสียของการเรียกเก็บภาษี คาร์บอนกับภาคการผลิต ตามอัตราการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลรูปแบบต่างๆ หรือการใช้ก๊าซโซลีน เป็นรูปแบบการใช้ภาษีทางตรงที่เชื่อว่า หากโรงงานต้องจ่ายค่าภาษีแพงขึ้นก็จะลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการ ผลิตลง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการปล่อย CO2 ลงได้ประมาณ 5%


กิจกรรมลดโลกร้อน..!!
ให้นิสิตแบ่งกลุ่ม 4 กลุ่ม ประมาณกลุ่มละ 7 คน แล้วส่งตัวแทนออกมาจับฉลากชื่อหัวข้อทั้งหมด 4 หัวข้อดังต่อไปนี้
1.ชนบท ธรรมชาติ
2.สังคมเมือง
3.ผู้นำประเทศ
4.ภาคเอกชน โรงงาน
เมื่อจับฉลากได้แล้วให้แต่ละกลุ่มช่วยกันสร้างสถานการณ์จำลองเป็นตัวแทนของแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการช่วยลดภาวะโลกร้อนแล้วออกมาแสดงบทบาทสมมุติพร้อมกับเขียนแผนผังความคิดและออกมาอธิบายหน้าชั้นเรียน
และในตอนท้ายให้ทุกคนร่วมโหวตว่ากลุ่มไหนนำเสนอได้ดีที่สุด (ห้ามลงคะแนนออกเสียงให้กับกลุ่มของตัวเอง)








วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

---Tokyo Sonata---





*สิ่งที่ได้เรียนรู้จากภาพยนตร์

หลังจากที่ผมได้ชมภาพยนต์เรื่องนี้ ผมได้รับรู้ถึงสังคมความเป็นอยู่ของชาวญี่ปุ่นที่มีผู้ชายเป็นผู้นำครอบครัว ทำหน้าที่ทำงานและรับผิดชอบรายจ่ายทั้งหมด ส่วนผู้หญิงก็ทำหน้าที่แม่บ้านดูแลลูกๆ และอีกสื่งหนึ่งที่ผมเห็นคือการที่มีปัญหาต่างๆ เข้ามา แทนที่ผู้นำครอบครัวจะนำปัญหานั้นมาช่วยกันแก้ หันหน้าคุยกัน
กลับปิดบังปัญหาจนมันเริ่มบานปลายและนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ ตามมาอีก

*ทฤษฎีทางสังคม

ผมขอยกตัวอย่างทฤษฎีของ mark คือ ทฤษฎีบรรทัดฐาน ชนชั้นทางสังคมที่เน้ไปทางจริยธรรม ซึ่งก็เปรียบเสมือนที่พ่อไม่กล้าบอกความจริงว่าตกงานเพราะกลัวว่าจะอับอายและเสียอำนาจการปกครองและพ่อต้องมีอำนาจเด็กขาดที่สุด กล่าวคำใดต้องเป็นอย่างนั้น ยกตัวอย่างในภาพยนตร์ที่ไม่ให้ลูกเรียนเปียโน เพราะว่าพูดออกไปแล้วกลับคำไม่ได้ เพราะจะเสียอำนาจในการปกครองครอบครัว

*หากเป็นพ่อ

หากตัวของผมเองเป็นพ่อในเรื่องนี้จะไม่ปิดบังปัญหาที่ตกงานจะบอกให้ทุกคนในครอบครัวรู้

และหาทางช่วยกันแก้ไข เช่น หางานใหม่ หรือใช้จ่ายประหยัดเมื่อไม่มีรายได้

*หากเป็นแม่

ในความคิดของผมในเรื่องนี้แม่ทำหน้าที่ได้ดีแล้วถ้าผมเป็นแม่ก็คงทำแบบแม่ในเรื่องนี้ คือ การดูแลสามีและลูกๆ แต่อาจถามไถ่เรื่องงานของสามีบ้างมากกว่านี้ เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยได้ หรือสังเกตุพฤติกรรมของสามีว่าแปลกไปหรือไม่ อย่างไร

*หากเป็นพี่คนโต

ถ้าผมเป็นพี่คนโตผมจะช่วยแม่แบ่งเบาภาระโดยการดูแลน้องมากกว่านี้เพราะในเรื่องนี้พี่ชายคนโตไม่ค่อยมีบทบาทกับน้องมากนัก และอาจไม่ไปเป็นทหารเพราะเป็นห่วงเรื่องที่บ้าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานะการณ์ด้วย

*หากเป็นน้องคนเล็ก

ถ้าผมเป็นน้องคนเล็กผมจะขอแม่เรียนคนตรีโดยตรงเพราะแม่เข้าข้างเราอยู่แล้วและแอบบอกแม่ว่าอย่าบอกพ่อนะและอาจตั้งใจในการเรียนมากกว่านี้

*หากเป็นตนเอง

หากเป็นตนเองผมก็จะดำเนินชีวิตตามปกติเพราะต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ของตนเองแต่ถ้ารู้ว่าพ่อตกงานจะต้องแอบบอกแม่เผื่อที่จะให้แม่คุยกะพ่อ ช่วยกันแก้ไขปัญหา

*อื่นๆ

ขอเพิ่มเติมนิดนึงครับ...ถ้าผมเป็นแม่ ตอนที่คนร้ายจับเป็นตัวประกัน ผมจะหนีไปตั้งแต่ที่มันปล่อยให้เข้าไปซื้อของในห้างแล้ว.!!...(เรื่องจริงคงไม่มีใครกลับมาให้มันจับหลอกครับ..อิอิ)

*ข้อคิด

"ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ เพียงแต่คุณนั้นพร้อมที่จะเผชิญกับมันหรือไม่"

เหมือนกับพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า *ถ้าทองไม่โดนความร้อนก็จะไม่รู้ว่าเป็นทองแท้*

*คำถาม

หากปัญหาต่างๆในภาพยนตร์เรื่องนี้ เกิดขึ้นกับครอบครัวของคุณ

คุณจะทำอย่างไรและจะผ่านมันไปได้หรือไม่!?
ที่มารูปภาพ : http://www.patsonic.com/movie/tokyo-sonata/

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

น้ำท่วมใต้...หาดใหญ่จม


ในปลายปี 2553 ประเทศไทยได้ประสบกับภาวะอุทกภัยเกือบทั่วทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคกลาง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประชาชนต่างพากันเดือดร้อนหลายครัวเรือนสูญเสียทรัพย์สินและบุคคลในครอบครัว รวมไปถึงพื้นที่การเกษตรซึ่งนับเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านซึ่งภาครัฐและภาคเอกชนต่างพากันร่วมมือช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งรับบริจาคสิ่งของและเงินช่วยเหลือตามจุดต่างๆ บริจาคผ่านทางบัญชีธนาคารต่างๆ ประชาชนในหลายๆ จังหวัดได้รับความช่วยเหลือ แต่ก็ยังมีประชาชนที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือเพราะอยู่ในพื้นที่ซึ่งยากแก่การเข้าถึง หลังจากที่ปริมาณน้ำจากจังหวัดต่างๆ ได้เริ่มลดลงแต่สถานการณ์ในภาคต่างๆยังเข้าสู่ภาวะปกติ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในภาคใต้ก็ได้ประสบกับวาตภัยและอุทกภัยครั้งใหญ่ด้วยเช่นกัน
ในต้นเดือนพฤศจิกายนได้มีประกาศเตือนภัยเรื่องลมพายุจะเข้าภาคใต้ หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เกิดพายุใหญ่ซัดเข้าสู่ภาคใต้บริเวณจังหวัดสงขลา ตรัง กระบี่ แต่ที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดเห็นจะเป็นที่จังหวัดสงขาล ในหลายอำเภอ ได้รับความเสียหายอย่างมาก ต้นไม่ใหญ่ล้ม เสาไฟฟ้าล้ม ถนนถูกตัดขาดตลาดกิมหยงน้ำท่วมสูงเกือบ 2 เมตร และในอำเภอรอบนอกมีผู้ที่ประกอบอาชีพสวนยางพาราได้ความเสียหาย คือ สวนยางพาราล้ม ยากแก่การเยียวยา ความเสียหายนับเป็นหลายร้อยล้านเช่นกัน และนอกจากนี้ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตด้วย แต่เป็นที่สังเกตว่าภาคใต้สามารถระบายน้ำได้รวดเร็วกว่าทางภาคอื่นๆ ที่ประสบภัยเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะว่าการวางผังเมือง หรือท่อระบายน้ำของเมืองในภาคใต้มีการจัดการที่เป็นระบบจึงทำให้ระบายน้ำลงสู่ทะเลได้ดีกว่าทางภาคอื่นๆ อย่างไรก็ตามทางภาครัฐและเอกชน ต่างพากันเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วมทั้งในภาคใต้และภาคอื่นๆ ด้วย ถึงแม้จะไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ประชาชนได้สูญเสียไป แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรตอบแทนเลย ซึ่งสิ่งที่ตามมาหลังจากนี้ก็เห็นจะเป็นการเยียวยาจิตใจของผู้สูญเสีย ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายปี
จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในหลายภาคของประเทศไทย เราได้เห็นถึงน้ำไทยของคนไทยซึ่งไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคน กลุ่มองกรณ์ไหนๆ ก็ช่วยเหลือกัน ไม่แยกสี ไม่แยกศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยมีอยู่เวลา และสำหรับประชาชนที่ได้รับความเสียหายด้านต่างๆ ก็ได้รับค่าชดเชย เช่น ทางภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับชดเชย ครอบครัวละ 5,000 ก่อน เป็นต้น ส่วนทางภาคใต้ ผู้ปลูกยางพาราก็ได้รับชดเชยไร่ละประมาณ 17,000 บาท ซึ่งอาจพอบรรเทาในเบื้องต้นได้ ปัญหาที่ตามมาหลังน้ำลดก็เห็นจะเป็นการวางแผนรับมือกับภัยพิบัติเช่นนี้ เช่น วางแผนการรับมือน้ำท่วม มีการเตือนภัย เป็นต้น และเราในฐานะคนไทยด้วยกันก็ต้องช่วยกันดูแลและเป็นไม้เป็นมือให้กับทางภาครัฐ ให้ความร่วมมือมนด้านต่างๆ และคอยให้ช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยทางธรรมชาติเท่าที่เราจะทำได้
ที่มารูปภาพ : http://hilight.kapook.com/view/31532

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2551

ไซอิ๋ว



ที่เขาฮัวกั่วซันมีหินวิเศษก้อนหนึ่ง หินวิเศษก้อนนี้ดูดซับพลังชีวิตจากฟ้าดินเป็นเวลานาน กระทั่งได้แตกออกเป็นลิงตัวหนึ่ง ทำให้ฟ้าดินสนั่นหวั่นไหว เง็กเซียนเกรงว่าจะเป็นพวกมาร พระองค์จึงมีรับสั่งให้ขุนศึกเทียงเผิงไปกำจัด แต่เจ้าแม่กวนอิมทัดทานว่าเพียงตัดหางลิงตัวนี้ก็พอแล้ว เมื่อลิงตัวนี้เติบใหญ่ขึ้นมาได้อาศัยอยู่กับฝูงลิงน้อยใหญ่ที่เขาฮัวกั่วซัน จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้นำลิงทั้งหมด ลิงตัวนี้ได้เห็นถึงการเกิดแก่เจ็บตายจึงคิดที่จะศึกษาวิชาเพื่อความเป็นอมตะ เหาะเหิรเดินอากาศ เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้วจึงออกตามหาผู้วิเศษ ระหว่างทางผ่านตลาด คนในตลาดเห็นว่าเป็นลิงวิเศษจึงคิดจะจับลิงตัวนี้ไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์ ต่อมา ลิงตัวนี้พบเห็นคนขี่ลาแต่แล้วก็ตะลึงเมื่อเห็นว่าข้างหน้าไม่มีทางไปแล้ว อีกทั้งทหารก็ยังติดตามมาอีกด้วย แต่บัดดลนั้นคนขี่ลาก็ลอยขึ้นฟ้าไปในงานฉลองตำแหน่งใหม่ของขุนศึกเทียนเผิง เนื่องจากฉางเอ๋อขโมยยาทิพย์ที่กินแล้วจะมีชีวิตอมตะไป ด้วยเหตุนี้นางจึงถูกตามล่า เจ้าแม่หวังหมู่เห็นใจฉางเอ๋อจึงออกหน้าช่วยเหลือ เพราะความงามของฉางเอ๋อ ทำใหอู๋กังและและเทียนเผิงต่างพึงพอใจในตัวนาง แต่ฉางเอ๋อกลับมีใจให้อู๋กังเพียงคนเดียว เทียนเผิงออกอุบายเพื่อให้ได้ใจฉางเอ๋อ แต่สวรรค์ได้ลิขิตไว้แล้ว ทำให้เทียนเผิงไม่สมปรารถนา ทั้งยังถูกเจ้าแม่หวังหมู่ลงโทษอีกด้วย กล่าวถึงลิงน้อยอีกครั้ง ในที่สุดลิงน้อยก็ได้พบอาจารย์สมใจ ลิงน้อยตัวนี้เฉลียวฉลาดและเรียนรู้เร็ว นับแต่นั้นเป็นต้นมาลิงน้อยตัวนี้ก็ได้สมญาใหม่ว่า ซึงหงอคง
ที่มา http://www.thaitv3.com/film/monkey/home.html

สักวันหนึ่ง




เพลง : สักวันหนึ่ง ศิลปิน : บอย โกสิยพงษ์ feat. มาริสา สุโกศล หนุนภักดี

ไม่รู้ว่านานแค่ไหน ที่ฉันต้องทนกับทุกสิ่ง ปิดบังความจริงในใจทุกๆ อย่าง* ทุกครั้งที่เราพบกัน ทุกครั้งที่เธอหันมา ที่ฉันเฉยๆ รู้ไหมฉันฝืนแค่ไหน

** ได้ยินไหม หัวใจฉัน มันกำลังบอกรักๆ เธออยู่แต่ฉันไม่อาจ จะเปิดเผยใจ ออกไปให้ใครได้รู้

*** ได้ยินไหม หัวใจฉัน ยังคอยอยู่ตรงนั้น รอให้เธอเปิดดูหวังเพียงแค่เธอรู้ สักวันหนึ่ง


ทั้งทีฉันก็รัก ทั้งที่ฉันก็รู้สึก แต่ส่วนลึกข้างในยังไม่กล้า(ซ้ำ *,**,***)(ซ้ำ **)


  • ได้ยินไหม หัวใจฉัน ยังคอยอยู่ตรงนั้น รอให้เธอเปิดดูและหวังเพียงเธอจะรู้ ว่าคนๆ นี้รักเธออยู่ ยังไงขอให้เธอรู้ สักวันหนึ่ง